01.16
15

อ้วนแล้วไง?! “ชั้นไขมัน”ใต้ผิวหนัง ช่วยต้านทานโรค

by syt81 ·

งานวิจัยใหม่พบข้อมูลที่น่าทึ่งว่า ชั้นไขมันใต้ผิวหนังของคนเรา ไม่ได้ไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง ตรงกันข้าม มันเป็นส่วนแรกของร่างกายที่มีปฏิกิริยาต่อแบคทีเรีย หรือเชื้่อโรคที่ล่วงล้ำเข้ามาและทำหน้าที่ต่อต้านยื้อเวลาไว้จนกระทั่งเม็ดเลือดขาวเดินทางมาถึงจุดที่เกิดบาดแผล

นพ.ริชาร์ด กัลโล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังจากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย สำนักการแพทย์ซานดิเอโก ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมวิจัยดังกล่าวระบุว่าสิ่งที่ค้นพบเป็นเรื่องคาดไม่ถึง เพราะไม่เป็นที่รู้กันมาก่อนว่าเซลล์ไขมันสามารถผลิตสารต่อต้านจุลชีพขึ้นมาทำหน้าที่จัดการกับมันได้ด้วย

ในการศึกษาทีมวิจัยให้หนูทดลองได้รับเชื้อแบคทีเรีย สตาไฟโลคอคคัส ออเรอัส ที่ดื้อยาเมทิซิลิน (เอ็มอาร์เอสเอ) ซึ่งพบตามผิวหนังของคนและดื้อยาปฏิชีวนะหลายชนิด รวมทั้งอาจก่อให้เกิดอาการถึงเสียชีวิตได้ และพบว่าชั้นไขมันใต้ผิวหนังของหนูทดลองบริเวณที่เป็นแผลเปิดซึ่งได้รับเชื้อเข้าไปหนาขึ้น และทำหน้าที่ผลิตสารประกอบที่เรียกว่า คาเทไลซิดิน ออกมาเพื่อจัดการกับแบคทีเรีย ก่อนที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะส่งเซลล์เม็ดเลือดขาวพิเศษ อาทิ นิวโทรฟิล เข้ามายังบริเวณที่เกิดแผลเพื่อฆ่าแบคทีเรียที่ล่วงล้ำเข้ามา ซึ่งต้องใช้เวลายาวนานกว่า

นอกจากนั้น การศึกษายังพบด้วยว่าหนูที่ไม่มีเซลล์ไขมันที่สุขภาพสมบูรณ์ดีจะล้มป่วยบ่อยกว่าและติดเชื้อเอ็มอาร์เอสเอสาหัสกว่าหนูที่มีชั้นไขมันสมบูรณ์

อย่างไรก็ตาม การวิจัยครั้งนี้ไม่ได้แสดงให้เห็นว่า การมีชั้นไขมันสะสมมากๆ ในร่างกายจะทำให้ร่างกายได้ป้องกันการติดเชื้อได้ดีกว่า

นอกจากนั้นภาวะอ้วนเกินขีด และภาวะต่อต้านอินซูลิน จะทำให้เซลล์ไขมันไม่ทำหน้าที่ตามปกติอีกด้วย

No Comments »Filed under: Uncategorized |
01.16
15

เมื่อแมลง หรือ สิ่งแปลกปลอมเข้าหู…ควรและไม่ควรทำอย่างไร?

by syt81 ·

การที่หูของเรามีรูหูเป็นช่องลึกเข้าไปด้านใน ทำให้มีโอกาสที่สิ่งแปลกปลอมจะหลุดเข้าไปได้ ตามธรรมชาติรูหูจะมีความลึก สิ้นสุดที่แผ่นเยื่อแก้วหูยาวประมาณ 3 – 4 ซม. ส่วนรูหูของเด็ก ความยาวของท่อจะสั้นลงตามอายุ รูหูนี้ค่อนข้างคดเคี้ยวเป็นรูปตัวเอส (S) ไม่ได้เป็นท่อตรงๆ ทำให้สิ่งแปลกปลอมยิ่งเข้าไปอยู่ลึกเท่าไหร่ ก็จะยิ่งเอาออกยากมากขึ้น ที่สำคัญ ยิ่งลึกประสาทความรู้สึกเจ็บปวดจะมากขึ้นเรื่อยๆ นี่เป็นกลไกตามธรรมชาติที่มีไว้เพื่อป้องกันอันตรายต่อแผ่นเยื่อแก้วหู ที่พร้อมจะฉีกขาด เป็นรอยทะลุได้อย่างง่ายดาย

และนี่ก็เป็นอุปสรรคสำคัญ เมื่อสิ่งแปลกปลอมอยู่ลึก การเอาสิ่งแปลกปลอมออกจะทำให้คนไข้เจ็บปวด และไม่ร่วมมือ โดยเฉพาะเด็กเล็ก บางครั้งความยุ่งยาก อาจถึงขั้นนำไปสู่การต้องดมยาสลบ เพื่อคีบเอาสิ่งแปลกปลอมออก สิ่งที่ควรคำนึงถึงมากที่สุดในการเอาสิ่งแปลกปลอมออกจากรูหู คือต้องระวังอย่าให้เป็นอันตรายต่อแผ่นเยื่อแก้วหู เพราะถ้าเกิดทะลุแล้ว ความยุ่งยากจะตามมาอีกอย่างมากมาย คนไข้อาจจะมีอาการหูอื้อ การได้ยินเสียงลดลงและสุดท้ายอาจต้องผ่าตัดปะแก้วหู จึงต้องระวัง

เราสามารถแบ่งสิ่งแปลกปลอมได้ 2 ชนิด คือ สิ่งที่ไม่มีชีวิต เช่น ลูกปัดพลาสติก เศษของเล่นชิ้นเล็กๆ ยางลบ เมล็ดพืช สำลี ที่เกิดจากหัวไม้พันสำลีหลุดจากแกน เศษผม ฯลฯ กับสิ่งที่มีชีวิต เช่น แมลงตัวเล็กๆ ได้แก่ มด เห็บ แมลงหวี่ มดมีปีก หรือแมลงสาบ เป็นต้น ทั้ง 2 ชนิดนี้ จะทำให้เกิดอาการไม่เหมือนกัน การรักษาก็จะแตกต่างกัน

อาการที่พบเมื่อมีสิ่งแปลกปลอมเข้าหู คือ ถ้าเป็นสิ่งไม่มีชีวิต อาการจะไม่รุนแรง ขึ้นอยู่กับขนาด รูปร่างลักษณะ และความลึกที่สิ่งแปลกปลอมอยู่ เช่น รู้สึกแน่นๆ รำคาญในรูหู ถ้าขนาดใหญ่ก็จะอุดรูหู ทำให้ได้ยินเสียงลดลง หูอื้อ มีเสียงดังในหู ถ้าเป็นเศษผมที่เข้าไปติดอยู่ใกล้เยื่อแก้วหูก็จะเกิดเสียงดังคอกแคลก เวลาที่สั่นหรือเคลื่อนไหวศีรษะ

ในผู้ป่วยที่เป็นเด็ก อาการเหล่านี้ เด็กจะไม่สามารถบอกกับพ่อแม่ได้ พ่อแม่ต้องคอยสังเกต ถ้าเป็นเศษเมล็ดพืช เช่น ข้าวโพด สิ่งแปลกปลอมชนิดนี้สามารถเกิดการเน่าเสีย ก็จะทำให้มีกลิ่นเน่าเหม็นออกมาจากหู ร่วมกับการอักเสบของหูชั้นนอก มีน้ำไหลจากหู และเกิดการปวดขึ้นมาได้ ส่วนสิ่งที่มีชีวิต จะเกิดอาการปวดขึ้นมาทันที ผู้ป่วยจะได้ยินเสียงการบิน หรือเดินของแมลงในหู ยิ่งถ้าแมลงตัวใหญ่เดินหรือดิ้นไปมาใกล้แก้วหู จะปวดทรมานสุดบรรยาย

การรักษา คือ การเอาสิ่งแปลกปลอมออกโดยไม่ทำอันตรายต่อแผ่นเยื่อแก้วหู โดยแพทย์หู คอ จมูก จะมีเครื่องมือหลายชนิด เช่น เครื่องดูด, ตะขอขนาดเล็ก,ห่วงขนาดเล็ก, ปากคีบขนาดเล็กพิเศษ พร้อมเครื่องส่องขยายภาพรูหูที่มีแสงไฟส่องสว่างอย่างชัดเจน ฯลฯ แพทย์หู คอ จมูก แต่ละท่านจะเลือกใช้เครื่องมือแตกต่างกันไปตามความถนัด และตามรูปทรงหรือขนาดของสิ่งแปลกปลอมที่ต้องการเอาออก แต่สิ่งที่ท่านสามารถทำได้ ก่อนมาหาแพทย์ คือ

No Comments »Filed under: Uncategorized |
01.16
15

6 เดือน ลดอ้วน 10 กิโลกรัม ง่ายนิดเดียว

by syt81 ·

“อ้วน” คำสั้นๆ แต่น่าสะพรึงกลัวอยู่ไม่น้อย ยิ่งคุณสุภาพสตรีด้วยแล้ว อย่าได้เอ่ยคำนี้แก่เธอเชียว มีหวังได้นอนไม่หลับกระสับกระส่ายกันเป็นแน่ แม้ความอ้วนจะดูน่ารังเกียจเดียดฉันท์เพียงนี้ แต่เป็นเรื่องน่าแปลกที่พบว่าคนไทยน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น 2 เท่าในรอบ 2 ทศวรรษ เทียบ 10 ประเทศในเอเชีย ชายไทยอยู่ในอันดับ 4 และหญิงขึ้นแท่นอันดับ 2 จากข้อมูลรายงานสุขภาพคนไทยปี 2557 สะท้อนให้เห็นได้เป็นอย่างดีว่าภาวะ “โรคอ้วน” กำลังบั่นทอนสุขภาพคนไทยมากขึ้นทุกขณะ ฉะนั้นถึงเวลาแล้วที่เราควรหันมาทำความเข้าใจสิ่งไม่เล็กที่เรียกว่าอ้วนนี้ พร้อมหาวิธีพิชิตมันให้ได้ในเร็ววัน!

สังคมแย่ลง อ้วนมากขึ้น

ดร.ชื่นฤทัย กาญจนจิตรา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล สรุปสาเหตุของโรคอ้วนในปัจจุบันไว้ว่า ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนเกิดจากสภาพแวดล้อมทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่แย่ลง ส่งผลให้เกิดความไม่สมดุลทางร่างกายมากขึ้น โดยเฉพาะพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ อาทิ อาหารฟาสต์ฟู้ด น้ำอัดลม และอาหารที่ขาดคุณค่าทางโภชนาการในโรงเรียน ฯลฯ รวมถึงการมีวิถีชีวิตที่เร่งรีบแบบคนเมือง มีกิจกรรมทางร่างกายลดลง และการใช้เวลากับสื่อออนไลน์มากขึ้น เป็นต้น

“ปัญหาขณะนี้คือเรามีสิ่งแวดล้อมไม่เอื้อต่อการออกกำลังกายและในการบริโภคอาหาร ซึ่งต้องปรับปรุงกันอย่างเร่งด่วนต่อไป ไม่เช่นนั้นปัญหาโรคอ้วนจะมีมากขึ้น เพราะขณะนี้ประเทศไทยก็พบคนเป็นโรคอ้วนในอันดับต้นๆ ของอาเซียนแล้ว โดยเฉพาะผู้หญิงจะมีปัญหานี้ได้ง่ายที่สุด”

นอกจากนี้ รายงานสุขภาพคนไทย ปี 2557 ยังระบุอีกด้วยว่า โรคอ้วนถือเป็นสาเหตุให้เจ็บป่วยและเสียชีวิตก่อนวันอันควรจาก โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง อาทิ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคตับ โรคมะเร็ง โรคเกี่ยวกับถุงน้ำดี โรคซึมเศร้า ภาวะหายใจลำบากและหยุดหายใจขณะหลับ และโรคข้อเข่าเสื่อม เป็นต้น โดยคนอ้วนมีโอกาสเป็นโรคเหล่านี้มากกว่าปกติ 2-3 เท่าเลยทีเดียว

กำจัดไขมัน ด้วยสำรับลดอ้วน

ทฤษฎีการลดน้ำหนักง่ายๆ คือ กินอาหารใน 1 วันให้ได้พลังงานลดลงจากเดิม 500 กิโลแคลอรี วิธีนี้สามารถลดน้ำหนักได้สัปดาห์ละ ครึ่ง – 1 กิโลกรัม ดังนั้นถ้าทำได้ถึง 6 เดือน น้ำหนักอาจลดลงได้อย่างน้อย 12 กิโลกรัม เช่น เคยดื่มเบียร์ 1 กระป๋อง หรือน้ำอัดลม 1 กระป๋อง ซึ่งให้พลังงาน 500 กิโลแคลอรีเป็นประจำทุกวัน (ดูปริมาณพลังงานของอาหารจากฉลากโภชนาการ) ก็ลดละเลิกเสีย พลังงานที่ได้รับในแต่ละวันก็จะลดลงได้ง่ายๆ น้ำหนักก็จะลดลงตามไปด้วย

นักกำหนดอาหารวิชาชีพใจดีได้แนะนำอาหารลดน้ำหนักในแต่ละวัน ให้ผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักดูเป็นตัวอย่างอีกด้วย อยากทราบว่าต้องกินอะไร อย่างไรบ้าง ติดตามอ่านต่อได้ที่ คอลัมน์ “เรื่องพิเศษ” นิตยสารชีวจิต ฉบับ 390 (1 มกราคม 2558) อยากฉลาด หุ่นดี อ่อนเยาว์ อายุยืน ต้องอ่านนะคะ

No Comments »Filed under: Uncategorized |
01.16
15

รู้ยัง? 10วิธีปลุกสมองให้ตื่น

by syt81 ·

เคยไหม ที่ไม่ว่าจะเข้านอนเร็ว ตื่นเช้าหรือสายแค่ไหน ก็รู้สึกไม่สดชื่น สมองไม่ค่อยทำงาน แต่สัปดาห์นี้ เรามีวิธีปลุกสมองให้ตื่น เติมพลังให้เช้าวันใหม่มาฝาก

เว็บไซต์ “ฟิทเบรนส์” แนะนำเทคนิคการปลุกสมองให้ตื่นง่ายๆ ไว้ 10 ประการ ว่า

“ดื่มน้ำ” การดื่มน้ำหนึ่งแก้วทันทีหลังจากตื่นจะช่วยทำให้กระบวนการเผาผลาญร่างกายดีขึ้น และยังทำให้สมองสดชื่นด้วย

“อย่างีบหลับ” เพราะการงีบหลับหลังตื่นนอนจะทำให้รู้สึกขี้เกียจ และทำให้ไม่มีแรงบันดาลใจจะต่อสู้กับสิ่งที่เจอในแต่ละวัน ทางที่ดีคือต้องไม่ตั้งเวลาตื่นเผื่อไว้สำหรับการงีบต่อ และไม่สายจนเกินไปก็พอแล้ว

“หันหน้าเข้าหาแสงสว่าง” แสงอาทิตย์ส่งผลต่อการทำงานของสมองโดยตรง หากไม่ได้รับแสงอาทิตย์เลยอาจทำให้สมองมึนงงได้ ออกไปรับแสงแดดช่วยกระตุ้นสารแห่งความสุขในตอนเช้ากันดีกว่า

“ออกกำลังกายตอนเช้า” การออกกำลังกายตอนเช้าอาจดูเป็นเรื่องแปลกสำหรับใครหลายคนแต่การออกกำลังกายจะช่วยเพิ่มพลังในแต่ละวันมากขึ้น ลองใส่ชุดกีฬาเข้านอนสักหน่อย ก็จะยิ่งหมดข้อแก้ตัวที่จะออกกำลังในตอนเช้า

“เปิดเพลงให้ดัง” การเปิดเพลงเพิ่มจังหวะจะช่วยให้สดใสในตอนเช้า จากการศึกษาในเครื่อง PET สแกน พบว่าดนตรีจะช่วยกระตุ้นไฟในสมอง ทำให้สารต่างๆ อย่างโดฟามีน ออกมากระตุ้นอารมณ์ต่างๆ และแรงจูงใจดีๆ ได้

“อาบน้ำเย็น” เพราะแม้จะแย่ แต่ก็ช่วยได้จริงในการปลุกสมองให้ตื่น

“อย่าดื่มกาแฟให้เยอะเหมือนเป็นยา” อย่าดื่มกาแฟให้เยอะเหมือนที่เคยเพื่อให้ไม่ง่วง ควรจะลดจำนวนแก้วกาแฟต่อวันลงบ้าง หากง่วงหรือจำเป็นจริงๆ ก็เลือกดื่ม “ชาเขียว” แทนดีกว่า

“รับประทานอาหารเช้า” วลีที่ว่า อาหารเช้าเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของวัน ยังคงเป็นเรื่องจริงเสมอ เพราะจะช่วยให้สารอาหารที่จำเป็นต่อสมอง ตลอดทั้งวัน และช่วยให้อารมณ์สดใสตลอดวันด้วย ลองทานอาหารไดเอตเล็กๆ น้อยๆ หากกลัวอ้วนก็ไม่ใช่เรื่องยาก

“คุยกับใครสักคน” การคุยกับสมาชิกในครอบครัวเล็กๆ น้อยๆ เพื่อน หรือเพื่อนร่วมงานในตอนเช้า จะช่วยให้การเริ่มต้นวันใหม่ไม่กลายเป็นซอมบี้อีกต่อไป

“เล่นเกมฝึกสมอง” การเล่นเกมส์ฝึกสมองเล็กๆ น้อยๆ ในสมาร์ทโฟนตอนเช้า จะช่วยออกกำลังสมองให้สามารถตอบสนองต่ออารมณ์และเหตุผลได้เฉียบคมมากขึ้น

พร้อมหรือยังกับวันใหม่…..

No Comments »Filed under: Uncategorized |
01.16
15

แค่เคี้ยว..น้ำหนักก็ลด

by syt81 ·

หากใครกำลังหาวิธีลดความอ้วนง่ายๆ แบบไม่ต้องเสียเงินทองมากมาย ลองทำตามเทคนิคการลดความอ้วนด้วยวิธีการดังต่อไปนี้ ก็จะช่วยลดความอ้วนได้ ระดับที่ “แค่เคี้ยวก็ช่วยลดแคลอรี่” ทันที โดย นิตยสาร Health magazine ที่หยิบเอาวิธีที่ช่วยกระตุ้นการเผาผลาญแคลอรี่มาบอกกัน

“โฮล เกรน” หรืออาหารประเภทข้าวโอ๊ตบด และข้าวกล้อง จะช่วยให้ร่างกายเผาผลาญได้มาก ทั้งยังมีไฟเบอร์มากกว่าอาหารแปรรูปอื่นๆ

“เนื้อไร้มัน” ที่เป็นแหล่งสะสมโปรตีนในปริมาณสูง ช่วยให้ร่างกายเผาผลาญแคลอรีได้มากถึง 30% ระหว่างการย่อยอาหาร เช่นหากทานเนื้อไก่ 300 แคลอรี ก็จะช่วยย่อยไปถึง 90 แคลอรีไปแล้ว

“ผลิตภัณฑ์ประเภทนมพร่องมันเนย” เพราะเต็มไปด้วยแคลเซียม และวิตามินดี ที่จะไปช่วยสร้างกล้ามเนื้อ ทั้งยังช่วยให้เมตาบอลิซึ่มในร่างกายเราแข็งแรง

“ชาเขียว” ผลการวิจัยจากดิ อเมริกัน เจอนัล ออฟ คลินิคัล นูทริชั่น เผยว่าการดื่มชาเขียว 4 แก้วต่อวัน จะช่วยลดน้ำหนักได้ 6 ปอนด์ต่อสัปดาห์หรือกว่า 3 กิโลกรัม เพราะมีฤทธิ์ช่วยเร่งกระบวนการเมตาบอลิซึ่มให้เร็วขึ้นได้

“ถั่วเลนทิล” เพราะจะไปเติมความธาตุเหล็กที่ร่างกายต้องการ ขอเตือนว่าหากร่างกายขาดธาตุเหล็กมากๆ การเผาผลาญอาหารก็จะลดลงไปด้วยนะจ๊ะสาวๆ

“พริกไทย” ในพริกไทยมีสาร แคปไซซิน ที่ช่วยให้เพิ่มความร้อนให้ร่างกาย ทำให้เผาผลาญได้เร็วขึ้น ทำให้ไม่ว่าจะกินเปล่าๆ นำไปประกอบอาหารหรือทานสารสกัด ก็จะช่วยการเผาผลาญเช่นกัน

No Comments »Filed under: Uncategorized |
12.15
14

เมนูคาร์โบไฮเดรตกินได้ไม่อ้วน

by syt81 ·

สาวๆ ส่วนใหญ่มักเลี่ยงอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรต เพราะคาร์โบไฮเดรตคือสารอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาล ซึ่งจะเปลี่ยนเป็นพลังงานให้ร่างกายเราได้ใช้ และถ้าพลังงานนั้นถูกใช้ไม่หมด ก็จะกลายเป็นไขมันเลวสะสมตามส่วนต่างๆ ของร่างกายและทำให้เราอ้วน Health News ฉบับนี้มีเมนูอร่อย พร้อมเคล็ดลับการเลือกกิน คาร์โบไฮเดรตแบบไม่อ้วนมาฝากกันค่ะ

ข้าวโอ๊ต
ธัญพืชแสนประโยชน์ ไฟเบอร์สูง แคลอรีต่ำ บำรุงหัวใจ ไม่ทำให้อ้วน กินได้เยอะเท่าที่ต้องการ

มันเทศ
คาร์โบไฮเดรตแบบหนักแต่ประโยชน์มาก รับประทานแค่ 1 หัวเล็กๆ ก็ทำให้อิ่มนาน มีวิตามินหลายชนิด ต่อต้านอนุมูลอิสระ รวมถึง มีใยอาหารมาก ช่วยต้านเซลล์มะเร็ง มีเบต้าแคโรทีน และสารต้านอนุมูลอิสระ ทำให้ไม่แก่เร็ว

แอปเปิ้ล
ผลไม้ที่เต็มไปด้วยไฟเบอร์สูง เกลือแร่ และวิตามินมหาศาล เร่งกระบวนการเผาผลาญ ช่วยให้ขับถ่ายดีจึงทำให้ไขมันไม่สะสมในร่างกาย

เมล็ดอัลมอนด์
ช่วยคงสมดุลของฮอร์โมนในร่างกาย ลดความเสี่ยงต่อโรคมะเร็ง โรคอัลไซเมอร์ ทำให้ไขมันชั้นเลวอยู่ในระดับต่ำ คือไม่ทำให้อ้วน แต่ช่วย ลดไขมันไม่ดีออกไป ควรรับประทานแค่วันละ 1 กำมือเท่านั้น ไม่งั้นจะเกิดผลเสียต่อร่างกายแทนได้

โฮลเกรน
ไม่ทำให้อ้วน หมดกังวลเรื่องน้ำหนัก เพราะอุดมไปด้วยไฟเบอร์ ใยอาหาร วิตามินมากมายหลากหลายชนิดและเป็นสารอาหาร ที่ร่างกายต้องการอีกด้วย

ลูกแพร์
ผลไม้ที่มีคาร์โบไฮเดรตตามที่ร่างกายต้องการ น้ำตาลน้อย ไขมันต่ำ วิตามินเยอะ ไฟเบอร์สูง ช่วยเรื่องการเผาผลาญ ทำงานได้อย่าง มีประสิทธิภาพ

No Comments »Filed under: Uncategorized |
12.15
14

เคล็ดลับคลายความเหนื่อยล้า

by syt81 ·

1.เข้านอนและตื่นให้ตรงเวลาทุกๆ วัน ตัวเราจะได้เคยชินและไม่ไปง่วงในเวลาอื่น

2.นอนให้ได้ประมาณ 8 ชั่วโมง หรือสังเกตดูตัวเองว่ากี่ชั่วโมงถึงพอ แล้วยึดเวลานั้นเป็นหลัก ถ้านอนไม่หลับให้หายใจเข้าออกยาวๆหรืออ่านหนังสือประเภทชวนง่วง เพื่อให้หลับง่าย

3. ไม่ปล่อยให้หิวหลายชั่วโมง เพราะจะทำให้จะรู้สึกไม่มีเรี่ยวแรง ให้กินอาหาร 3 มื้อแต่น้อยๆ

4.ทานอาหารขบเคี้ยวพวกผักผลไม้หรืออาหารมีประโยชน์อีก 2 มื้อย่อยระหว่างวัน

5.ทำตัวให้มีสุข ยิ้มหรือหัวเราะบ้าง เพราะ ความเครียดความเศร้าเสียใจดูดพลังงานของเราไป

6.งดดื่มชากาแฟ พวกชา กาแฟ หรือเครื่องดื่มมีคาเฟอีน เพราะจะทำให้หัวใจเต้นเร็ว หลับยาก

7.ลดน้ำหนักส่วนเกิน ด้วยการเดิน วิ่ง หรือขึ้นลงบันได เพราะน้ำหนักมากจะเปลืองพลังงานมากกว่าตอนที่ตัวเบาน้ำหนักน้อย

8.อย่าออกกำลังกายก่อนนอนเพราะจะทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น ร่างกายสดชื่น ไม่นึกอยากจะนอน

9.หมั่นตรวจสอบความเครียดว่ามากไปหรือยัง พยายามลดความเครียดด้วยการออกกำลังกาย ทำโยคะ

No Comments »Filed under: Uncategorized |
11.25
14

เครื่องดื่มคลายหนาว…แถมสุขภาพดี

by syt81 ·

นมร้อน

เป็นเครื่องดื่มที่ดื่มง่าย และยังช่วยเพิ่มคุณค่าทางอาหารได้ทั้งโปรตีนและแคลเซียมให้กับร่างกาย และนอกจากนี้ยังคลายหนาวได้เป็นอย่างดี โดยการดื่มนมอุ่นๆ ประมาณ 37 องศาเซลเซียส หรือเท่ากับอุณหภูมิร่างกายของเราเอง จะมีผลดีมากที่สุด เนื่องจากโปรตีนและแคลเซี่ยมจากนมจะสามารถแตกตัวได้ดีกว่าการดื่มนมเย็น และยังส่งผลช่วยในการขยายหลอดเลือดฝอย ส่งผลให้สารอาหารต่างๆ ที่ลำเลียงผ่านหลอดเลือดเดินทางไปได้ดีขึ้น

No Comments »Filed under: Uncategorized |